บ้านที่ พี่เลี้ยงให้ลูกนอนด้วยทุกคืน มักเริ่มต้นจากความจำเป็นเฉพาะหน้า เช่น เด็กร้องไห้กลางดึกบ่อย หรือพ่อแม่ต้องตื่นเช้าไปทำงานจึงให้พี่เลี้ยงดูแลตอนกลางคืนแทน แต่พอผ่านไปหลายเดือน หลายบ้านก็ไม่แน่ใจว่าควรปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป หรือควรเริ่มปรับให้ลูกแยกนอนได้แล้ว คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัวเดียวที่ใช้ได้กับทุกบ้าน เพราะขึ้นอยู่กับวัยของเด็กและเหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการนอนด้วยกัน หลายครอบครัว ไม่ ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่ต้น แต่ เมื่อทำต่อเนื่องไปนาน ก็ กลายเป็นความเคยชินที่ทั้งเด็กและพี่เลี้ยงต่างคุ้นเคยไปแล้ว
ข้อดีข้อเสียของการนอนกับพี่เลี้ยง
ข้อดีของการให้ พี่เลี้ยงให้ลูกนอนด้วยทุกคืน คือเด็กรู้สึกปลอดภัย และมีคนดูแลใกล้ชิดตลอดคืน โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังตื่นกลางดึกบ่อยเพื่อกินนม หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม การมีพี่เลี้ยงอยู่ใกล้ช่วยให้พ่อแม่ได้พักผ่อนเต็มที่มากขึ้น แต่ข้อเสียคือเด็กอาจติดกับการมีคนอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา จนยากที่จะปรับตัวให้นอนคนเดียวในภายหลัง และอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกในช่วงเวลากลางคืนที่ควรเป็นเวลาของครอบครัว ถ้า พ่อแม่ ไม่เคยมีเวลาอยู่กับลูกตอนกลางคืนเลย ความผูกพันในช่วงเวลานี้ ก็ อาจถูกโอนไปอยู่ที่พี่เลี้ยงมากกว่าที่ควร
| รูปแบบการนอน | ข้อดี | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| นอนกับพี่เลี้ยงทุกคืน | เด็กรู้สึกปลอดภัย พ่อแม่ได้พักผ่อนเต็มที่ | อาจติดจนปรับตัวแยกนอนยาก |
| สลับคืนพี่เลี้ยงกับพ่อแม่ | แบ่งภาระได้ ทั้งสองฝ่ายพักได้บ้าง | เด็กต้องปรับตัวกับความไม่แน่นอน มากขึ้น |
| แยกห้อง แต่พี่เลี้ยงเฝ้าใกล้ ๆ | เด็กเริ่มฝึกนอนคนเดียว มีคนช่วยดูแลใกล้ | ต้องมีระบบตรวจดูเป็นระยะ อย่างสม่ำเสมอ |
| นอนกับพ่อแม่ พี่เลี้ยงช่วยเฉพาะกลางวัน | สานสัมพันธ์ในครอบครัวช่วงกลางคืน | พ่อแม่ต้องรับภาระตื่นกลางดึกเอง ทั้งหมด |
สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาควรแยกนอนแล้ว
สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาควรเริ่มแยกนอน มักปรากฏชัดกว่าที่หลายบ้านคิด เช่น เด็กเริ่มนอนหลับยาวได้เอง โดยไม่ตื่นกลางดึกบ่อยเหมือนก่อน หรือเริ่มแสดงความสนใจอยากมีเตียงของตัวเอง ถ้าสัญญาณเหล่านี้เริ่มปรากฏ แต่บ้านยังปล่อยให้นอนกับพี่เลี้ยงต่อไปเรื่อย ๆ เพราะความเคยชิน อาจทำให้พลาดจังหวะที่เด็กพร้อมจะปรับตัวได้ง่ายที่สุด
| สัญญาณ | ความหมาย | ควรทำอะไรต่อ |
|---|---|---|
| นอนหลับยาวได้เองมากขึ้น | ไม่ต้องพึ่งคนกล่อมตลอดคืน | เริ่มลองให้นอนคนเดียวบางคืน |
| เริ่มพูดคำง่าย ๆ ได้มากขึ้น | สื่อสารความต้องการได้ดีขึ้น | อธิบายเหตุผลการแยกนอนให้ฟังได้ ง่าย |
| สนใจเตียง หรือห้องของตัวเอง | อยากมีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น | จัดห้อง หรือมุมนอนให้น่าดึงดูด และปลอดภัย |
| ตื่นมาหาคนอื่นนอกจากพี่เลี้ยง | เริ่มขยายวงความผูกพัน | เปิดโอกาสให้พ่อแม่มีบทบาทกลางคืนมากขึ้น กว่าเดิม |
วัยที่ควรเริ่มแยกนอน
วัยที่ควรเริ่มแยกนอน ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกบ้าน แต่ โดยทั่วไปเด็กอายุประมาณหนึ่งถึงสองขวบ เริ่มมีพัฒนาการที่พร้อมสำหรับการนอนแยกมากขึ้น เพราะสามารถนอนหลับยาวได้ โดยไม่ต้องตื่นกินนมกลางดึกบ่อยเหมือนช่วงแรกเกิด การเริ่มปรับให้แยกนอนทีละน้อย เช่น เริ่มจากแยกเตียง แต่ยังอยู่ห้องเดียวกันก่อน แล้วค่อยขยับไปแยกห้อง มักได้ผลดีกว่าการเปลี่ยนกะทันหันในคืนเดียว เด็กบางคน อาจ พร้อมเร็วกว่านี้ หรือ ช้ากว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับพัฒนาการเฉพาะตัว ไม่ใช่ อายุตัวเลขอย่างเดียว
เด็กที่มีความผูกพันกับพี่เลี้ยงมากเป็นพิเศษ อาจต้องใช้เวลาปรับตัวนานกว่าเด็กทั่วไป พี่เลี้ยงจึงควรค่อย ๆ ลดบทบาทตอนกลางคืนลงทีละขั้น ไม่ใช่หายไปทันทีจนเด็กรู้สึกไม่ปลอดภัย การอยู่ใกล้ ๆ ในช่วงแรกของการแยกนอน แล้วค่อย ๆ ถอยห่าง เมื่อเด็กเริ่มคุ้นเคย ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นกว่า ถ้า เด็ก ตื่นกลางดึก แล้วร้องหาพี่เลี้ยง ในช่วงแรกของการฝึก การเข้าไปปลอบสั้น ๆ แล้ว ออกมาอีกครั้ง ดีกว่าการนอนเฝ้าอยู่ทั้งคืนเหมือนเดิม
- เริ่มแยกเตียง ก่อนแยกห้อง ปรับทีละขั้น
- พี่เลี้ยงค่อย ๆ ลดบทบาทกลางคืนลง ไม่หายไปทันที
- เลือกช่วงที่เด็กไม่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่อื่นพร้อมกัน
- ให้กำลังใจเด็ก เมื่อเริ่มนอนคนเดียวได้สำเร็จ
เตรียมความพร้อมก่อนเริ่มแยกนอนจริง
ก่อนเริ่มแยกนอนจริง ควรเตรียมสภาพแวดล้อมให้พร้อมก่อน เช่น จัดเตียง หรือที่นอนให้เด็กรู้สึกคุ้นเคย เปิดไฟหรี่ ๆ ถ้าเด็กกลัวความมืด และเตรียมของโปรดที่ช่วยให้รู้สึกอุ่นใจ เช่น ตุ๊กตา หรือผ้าห่มผืนโปรด การเตรียมตัวล่วงหน้าแบบนี้ช่วยให้คืนแรกของการแยกนอนไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเกินไปสำหรับเด็ก
พี่เลี้ยงควรอยู่ใกล้ ๆ ในช่วงคืนแรก ๆ ของการแยกนอน แต่ไม่ใช่นอนเตียงเดียวกันเหมือนเดิม อาจนั่งอยู่ข้างเตียงจนเด็กหลับ แล้วค่อยออกจากห้องไป วิธีนี้ช่วยให้เด็กรู้สึกว่ายังมีคนดูแลอยู่ใกล้ ในขณะที่ค่อย ๆ ฝึกให้คุ้นเคยกับการนอนคนเดียวมากขึ้นทีละน้อย ถ้า เด็ก ร้องไห้หนักในคืนแรก ก็ ไม่ใช่เรื่องแปลก ให้ปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แทนที่จะยอมกลับไปนอนด้วยเหมือนเดิมทันที
| ขั้นตอน | สิ่งที่ทำ | เป้าหมาย |
|---|---|---|
| สัปดาห์ที่ 1 | พี่เลี้ยงนั่งข้างเตียงจนหลับ | เด็กเริ่มคุ้นเคยกับเตียงใหม่ |
| สัปดาห์ที่ 0 เตรียมตัว | จัดห้อง และพูดคุยเตรียมใจล่วงหน้า | เด็กรู้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น |
| สัปดาห์ที่ 2 | พี่เลี้ยงยืนที่ประตูแทนนั่งข้างเตียง | ลดระยะความใกล้ชิดทีละขั้น อย่างช้า ๆ |
| สัปดาห์ที่ 3 | พี่เลี้ยงเข้ามาดูเป็นระยะแทนอยู่ตลอด | เด็กนอนคนเดียวได้มากขึ้น จนคุ้นชิน |
ตกลงบทบาทเรื่องการนอนกับพี่เลี้ยงให้ชัด
ก่อน จ้างพี่เลี้ยงเด็ก เจ้าของบ้านควรคุยให้ชัดตั้งแต่วันสัมภาษณ์งานว่าคาดหวังให้พี่เลี้ยงดูแลตอนกลางคืนแค่ไหน เป็นครั้งคราวตอนจำเป็นจริง ๆ หรือเป็นหน้าที่ประจำทุกคืน เพราะขอบเขตงานที่ไม่ชัดเจนตั้งแต่ต้น มักนำไปสู่ความคาดหวังที่ไม่ตรงกันในภายหลัง พี่เลี้ยงบางคนอาจไม่ได้เตรียมใจว่าต้องทำงานกลางคืนด้วย ถ้าไม่มีการตกลงไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน งานกลางคืน ควร มีค่าตอบแทนแยกต่างหาก หรือ นับรวมอยู่ในเงินเดือนหลักก็ได้ แต่ ต้องตกลงให้ชัดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระเพิ่มที่ไม่มีใครพูดถึง
ความปลอดภัยเด็ก ระหว่างการนอนร่วมกัน ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรพูดคุย เช่น ท่านอนที่ปลอดภัย ระยะห่างจากขอบเตียง และการตรวจดูเป็นระยะว่าเด็กหายใจปกติ พี่เลี้ยงที่เข้าใจเรื่องนี้ดี มักดูแลได้อย่างรอบคอบกว่าคนที่ไม่เคยได้รับคำแนะนำมาก่อน ถ้า บ้านไหน ใช้เตียงเดียวกันระหว่างพี่เลี้ยงกับเด็ก ควร ตรวจสอบด้วยว่าเตียงมีความปลอดภัยเพียงพอ เช่น ไม่มีช่องว่างที่เด็กอาจติดคาได้ และ ที่นอนไม่นุ่มจนเสี่ยงอันตราย
เมื่อลูกยังไม่ยอมแยกนอนสักที
บางบ้านลองแยกนอน แล้วหลายครั้ง แต่เด็กยังร้องไห้หนักจนต้องกลับไปนอนกับพี่เลี้ยงเหมือนเดิม เรื่องนี้ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นสัญญาณว่าอาจต้องปรับวิธี หรือรอเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ การกดดันตัวเองว่าต้องสำเร็จในครั้งเดียว มักทำให้ทั้งพ่อแม่ และเด็กเครียด โดยไม่จำเป็น ลองถอยกลับมาหนึ่งขั้น แล้วค่อยเริ่มใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป มักได้ผลดีกว่าการฝืนต่อ ถ้า ลองมาหลายรอบ แล้ว ยังไม่คืบหน้าเลย อาจ ลองปรึกษากุมารแพทย์ เพื่อ ดูว่ามีปัจจัยอื่นที่ทำให้เด็กนอนหลับยากเป็นพิเศษ หรือไม่
การเปรียบเทียบกับลูกบ้านอื่นที่แยกนอนได้เร็วกว่า ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะเด็กแต่ละคนมีจังหวะพัฒนาการของตัวเอง บางคนพร้อมเร็ว บางคนต้องใช้เวลานานกว่า พ่อแม่ที่เข้าใจเรื่องนี้ มักไม่กดดันตัวเอง หรือลูกจนเกินไป และมองว่าการแยกนอนสำเร็จช้า หรือเร็ว ไม่ได้บ่งบอกว่าเลี้ยงลูกถูก หรือผิด พี่เลี้ยง ที่เข้าใจแนวคิดนี้ ก็ จะไม่รู้สึกกดดันตัวเอง เช่นกัน เมื่อการฝึกไม่ได้ผลเร็วอย่างที่หวัง
- ตกลงความคาดหวังเรื่องงานกลางคืนตั้งแต่วันสัมภาษณ์
- เขียนขอบเขตงานกลางคืนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
- สอนท่านอน และระยะห่างที่ปลอดภัยให้พี่เลี้ยง
- ทบทวนแผนแยกนอนร่วมกันเป็นระยะ
- ให้พี่เลี้ยงพักผ่อนชดเชย ถ้าต้องทำงานกลางคืนบ่อย
พี่เลี้ยงให้ลูกนอนด้วยทุกคืน มีทั้งข้อดี และข้อควรระวังที่ต้องชั่งน้ำหนักตามวัยของเด็ก การตกลงบทบาทเรื่องการนอนให้ชัดตั้งแต่ต้น และวางแผนแยกนอนทีละขั้น เมื่อลูกพร้อม ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นสำหรับทุกฝ่าย
ครอบครัวที่วางแผนเรื่องการนอนร่วมกันตั้งแต่ต้น มักไม่ต้องเจอปัญหาแยกนอนยากในภายหลัง เพราะทุกฝ่ายเข้าใจเป้าหมายเดียวกันตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเลือกให้พี่เลี้ยงดูแลกลางคืนช่วงไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือเด็กรู้สึกปลอดภัย และได้รับการดูแลที่เหมาะกับวัยของตัวเอง เรื่องนี้ ไม่ใช่ การแข่งขันว่าบ้านไหนแยกนอนได้เร็วกว่ากัน แต่ เป็นเรื่องของจังหวะที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน โดยเฉพาะ
ติดต่อเรา|แม่บ้านสยาม
แม่บ้านสยาม ช่วยพ่อแม่ หาพี่เลี้ยงเด็ก ที่เข้าใจเรื่องพัฒนาการ และการดูแลกลางคืนอย่างปลอดภัย บริการพี่เลี้ยง ของเราช่วยแนะแนวทางวางแผนแยกนอนที่เหมาะกับลูกแต่ละคน ไม่ว่า จะเป็นเรื่องการนอน หรือ การดูแลด้านอื่น ทีมงานของเรายินดีให้คำปรึกษาเสมอ
- โทร:02-118-3912, 062-572-9255
- ไลน์:@maid2013
- เว็บ:https://maidsiam.com
- เฟซบุ๊ก:https://www.facebook.com/maidinthailand
อ้างอิง
[1] WHO แนวทางพัฒนาการเด็กปฐมวัย เกี่ยวข้องกับพัฒนาการการนอนหลับตามวัยของเด็กเล็ก. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/early-child-development
[2] UNICEF เรื่องการเลี้ยงดูเด็กเชิงบวก เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความผูกพันของเด็กกับผู้ดูแล. https://www.unicef.org/parenting/child-care