แม่บ้านสยาม
อบรมก่อนส่ง ตรวจจริง 6 โรค
  • (ฟรี) ตรวจหาสารเสพติด
  • ตรวจการตั้งครรภ์

นายจ้างสามารถแจ้งให้ตรวจโรคอื่นๆเพิ่มเติมได้

แม่บ้านรายเดือนกินข้าวกับครอบครัวหรือแยกกิน แบบไหนเหมาะ

แม่บ้านรายเดือนกับวันหยุดประจำสัปดาห์
แม่บ้านรายเดือนขอลาป่วยบ่อยผิดปกติ

บ้านที่จ้าง แม่บ้านรายเดือน มักเจอคำถามเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครพูดถึงตรง ๆ ว่าจะให้กินข้าวร่วมโต๊ะกับครอบครัว หรือ แยกกินต่างหาก ทั้งที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะ แต่ละบ้านมีวัฒนธรรม และ ความสบายใจต่างกัน สิ่งสำคัญคือต้องคุยกันให้ชัดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ปล่อยให้เดาใจกันไปเรื่อย ๆ จนความอึดอัดสะสมโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว เรื่องมื้ออาหารดูเหมือนเล็กน้อย แต่ ถ้าไม่เคยคุยกันให้ชัด ก็อาจกลายเป็นความเคยชินที่เปลี่ยนยากในภายหลัง บ้านที่เคยเปลี่ยนแม่บ้านหลายคนมักพบว่าแต่ละคนมีความสบายใจเรื่องนี้ต่างกัน การถามใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนคนจึงสำคัญ ไม่ใช่ใช้กฎเดิมกับทุกคน โดยไม่ถาม

วัฒนธรรมในบ้าน ของแต่ละครอบครัวมีรากมาจากหลายเรื่อง บางบ้านโตมากับการกินพร้อมหน้าทุกมื้อ จึงรู้สึกแปลก ถ้าโต๊ะอาหารว่างเปล่าตอนกินข้าว บางบ้านเติบโตมากับการทำงานหลายคนในบ้าน แม่บ้านจึงเป็นเหมือนคนช่วยงานที่มีระยะห่างพอสมควร ทั้งสองแบบไม่ได้ผิด เพียงแต่ต้องรู้ว่าบ้านตัวเองเป็นแบบไหน ก่อนจะไปกำหนดกติกาให้คนอื่นทำตาม บางบ้านผ่านการเปลี่ยนแม่บ้านมาหลายรอบ จนสังเกตได้ว่าความเคยชินเดิมของครอบครัวเอง ก็มีผลต่อความรู้สึกของคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานไม่น้อย การพูดคุยเรื่องนี้อย่างเปิดเผยตั้งแต่ต้น จึงช่วยลดความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังได้มาก

วัฒนธรรมในบ้านต่างกัน ทำไมต้องคุยเรื่องมื้ออาหาร

ครอบครัวที่มาจากภูมิภาคต่างกันในประเทศไทยเองก็มีธรรมเนียมการกินที่ต่างกันไม่น้อย บางพื้นที่ถือว่าการกินพร้อมกันทุกคนในบ้านคือมารยาทพื้นฐาน ในขณะที่บางพื้นที่มองว่าการแยกกินตามเวลาว่างของแต่ละคนเป็นเรื่องปกติมากกว่า ความแตกต่างนี้ไม่มีถูกไม่มีผิด เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าคนที่มาทำงานในบ้านอาจโตมาคนละแบบกับเจ้าของบ้านเลยก็ได้ เจ้าของบ้านที่เคยอยู่ต่างจังหวัด หรือเคยไปทำงานต่างประเทศมาก่อน มักปรับตัวกับความต่างตรงนี้ได้ง่ายกว่า ส่วนบ้านที่ไม่เคยเจอความต่างแบบนี้มาก่อน อาจต้องใช้เวลาทำความเข้าใจมากขึ้นอีกนิด ก่อนจะตกลงรูปแบบที่ทั้งสองฝ่ายสบายใจร่วมกันได้จริง

กินร่วมโต๊ะกับครอบครัว ข้อดีข้อเสีย

บ้านที่ให้แม่บ้านรายเดือน กินข้าวร่วมโต๊ะกับครอบครัว มักรู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านอบอุ่นกว่า เพราะทุกคนได้พูดคุยกัน สนุกสนาน และผ่อนคลายไปพร้อมกัน แม่บ้านเองก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ไม่ใช่แค่คนทำงาน แต่ข้อเสียคือบางครอบครัวอาจรู้สึกไม่เป็นส่วนตัว เมื่อต้องคุยเรื่องภายในบ้านต่อหน้าคนอื่น เด็กในบ้านบางครั้งอาจถามคำถามตรง ๆ ที่ผู้ใหญ่ไม่อยากตอบต่อหน้าคนนอกครอบครัว แม่บ้านบางคนเองก็ไม่สบายใจที่ต้องนั่งกินร่วมโต๊ะ เพราะรู้สึกเกร็ง หรือกลัวทำอะไรผิดมารยาท การถามความเห็นแม่บ้าน ก่อนตัดสินใจจึงสำคัญไม่แพ้ความสะดวกของเจ้าของบ้าน ไม่ใช่คิดแทนฝ่ายเดียวว่าแบบไหนดีกว่ากัน

รูปแบบ ข้อดี ข้อควรระวัง
กินร่วมโต๊ะกับครอบครัว บรรยากาศอบอุ่น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน อาจไม่เป็นส่วนตัว เมื่อคุยเรื่องภายในบ้าน
แยกกินต่างหาก เป็นส่วนตัวทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องเกร็ง อาจรู้สึกห่างเหิน ถ้าไม่มีการพูดคุยชดเชย
กินร่วมบางมื้อ ยืดหยุ่นตามโอกาส ต้องตกลงล่วงหน้าว่ามื้อไหนร่วม มื้อไหนแยก

ความเกร็งที่เกิดขึ้นตอนกินร่วมโต๊ะ ไม่ได้แปลว่าแม่บ้านไม่ชอบครอบครัว แต่เป็นเรื่องธรรมชาติของคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานในบ้านใหม่ ยังไม่คุ้นเคยกับกฎ และนิสัยของแต่ละคน ก็ต้องใช้เวลาปรับตัวเหมือนงานอื่น ๆ ทั่วไป ไม่ต่างจากพนักงานใหม่ในที่ทำงาน บางบ้านพบว่าการกินร่วมโต๊ะช่วยให้เจ้าของบ้านสังเกตสุขภาพ และอารมณ์ของแม่บ้านได้ง่ายขึ้น เพราะ เมื่อได้เจอหน้ากันทุกวันในบรรยากาศผ่อนคลาย ก็มักเห็นสัญญาณผิดปกติได้เร็วกว่าการเจอกันแค่ตอนสั่งงาน มื้ออาหารจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติสำหรับการพูดคุยเรื่องเบา ๆ อย่างสภาพอากาศ ข่าวประจำวัน หรือเรื่องขำขันเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ทั้งบ้านผ่อนคลายไปด้วยกัน

บ้านที่มีเด็กเล็ก ยังพบว่าการกินร่วมโต๊ะช่วยให้เด็กคุ้นเคยกับแม่บ้านเร็วขึ้น เพราะได้เจอหน้ากันในบรรยากาศสบาย ๆ ทุกวัน ไม่ใช่แค่ตอนเล่นด้วยกันเท่านั้น

แยกกินข้าวต่างหาก เหมาะกับบ้านแบบไหน

บ้านที่มีธุระคุยเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัวระหว่างมื้ออาหารบ่อย มักเหมาะกับการให้แม่บ้าน แยกกินข้าว ต่างหาก เพราะทั้งสองฝ่ายจะได้ไม่ต้องเกร็งกัน แม่บ้านเองก็มีเวลาพักผ่อนของตัวเองในมื้ออาหาร ไม่ต้องนั่งฟังบทสนทนาที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง บางครอบครัวมีลูกเล็กที่ต้องคอยดูแลระหว่างกินข้าว บรรยากาศมื้ออาหารจึงวุ่นวายพอสมควรอยู่แล้ว การให้แม่บ้านกินแยกต่างหากในเวลาที่สงบกว่า ก็ช่วยให้ทุกฝ่ายกินได้อย่างเป็นสุขมากกว่า บางบ้านพบว่าวิธีนี้ยังช่วยให้แม่บ้านได้พักสมองจากงานบ้านไปในตัว แทนที่จะต้องคอยเสิร์ฟ และดูแลโต๊ะไปพร้อมกับกินไปด้วย

ถ้าเลือกแยกกิน ควรจัดพื้นที่ และเวลาที่เหมาะสมให้แม่บ้าน ไม่ใช่ปล่อยให้กินทีหลังหมดทุกคนไปนาน แล้วเท่านั้น เพราะ ถ้าอาหารเหลือน้อย หรือเย็นชืดตลอดเวลา แม่บ้านก็จะรู้สึกว่าตัวเองถูกมองข้าม ทั้งที่ทำงานหนักไม่ต่างจากคนอื่นในบ้าน บางบ้านจัดโต๊ะแยกไว้ในครัวให้แม่บ้านกินอย่างเป็นสัดส่วน ไม่ใช่ยืนกินข้าง ๆ เตา หรือนั่งกินบนพื้น เพราะ ถ้าจัดพื้นที่ให้เหมาะสม แม่บ้านก็จะรู้สึกว่าตัวเองได้รับความเคารพ แม้จะไม่ได้กินร่วมโต๊ะกับครอบครัวก็ตาม

  • ถามความเห็นแม่บ้าน ก่อนตัดสินใจรูปแบบการกิน
  • จัดเวลากินที่เหมาะสม ไม่ใช่รอจนอาหารเหลือน้อย
  • ถ้าแยกกิน ให้อาหารในปริมาณ และคุณภาพเดียวกัน
  • ทบทวนรูปแบบทุก 2 ถึง 3 เดือน ถ้าฝ่ายใดไม่สบายใจ
  • บอกล่วงหน้า ถ้าวันไหนครอบครัวจะกินข้าวช้ากว่าปกติ

จัดพื้นที่ และเวลาให้เหมาะสมกับแม่บ้าน

รายละเอียดเล็ก ๆ แบบนี้บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด บ้านที่ใส่ใจจัดที่นั่งให้เหมาะสม มักเป็นบ้านที่ใส่ใจเรื่องอื่นของแม่บ้านด้วย เช่นกัน แม้แต่เก้าอี้ตัวเดียวก็สื่อความหมายได้ถึงว่าบ้านนี้มองแม่บ้านเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่คนที่ผ่านมาทำงาน แล้วผ่านไป เวลาที่ให้กินก็สำคัญไม่แพ้พื้นที่ การจัดให้กินใกล้เคียงกับเวลาของครอบครัว แม้จะแยกโต๊ะกัน ก็ช่วยให้แม่บ้านได้กินอาหารที่ยังอุ่นอยู่เหมือนกัน ไม่ต้องรอนานจนหิวเกินไป บางบ้านตั้งกฎง่าย ๆ ว่าไม่ว่าครอบครัวจะกินเสร็จก่อน หรือหลัง ให้แม่บ้านหยิบอาหารกินได้ทันทีที่ตัวเองสะดวก ไม่ต้องรอคำสั่งจากใคร

อาหารและปริมาณ ให้เหมือนกันทุกคนในบ้าน

อาหารที่ให้แม่บ้านกิน ควรเป็นชุดเดียวกับที่ครอบครัวกิน ไม่ใช่กับข้าวแยกที่ด้อยกว่า เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ฟังดูเล็กน้อย แต่สะท้อนความเท่าเทียมในบ้านได้ชัดเจน บ้านที่ให้กินอาหารแบบเดียวกันทุกคน มักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องมื้ออาหารกับแม่บ้านเลย เพราะไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองถูกแบ่งชนชั้น หากบ้านไหนมีข้อจำกัดเรื่องอาหาร เช่น แพ้อาหารบางชนิด หรือกินมังสวิรัติ ก็ควรบอกแม่บ้านไว้ล่วงหน้าเช่นกัน เพื่อจัดสำรับที่เหมาะกับทุกคนได้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้แม่บ้านต้องเดาเอาเอง

ตกลงให้ชัดตั้งแต่วันแรกที่จ้าง

วิธีที่ดีที่สุดคือคุยเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่จ้างแม่บ้าน ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดความเคยชินแบบใดแบบหนึ่งไปก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนทีหลัง เพราะการเปลี่ยนกติกากะทันหันอาจทำให้แม่บ้านรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิด ทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของการปรับความเข้าใจเท่านั้น บางบ้านเลือกถามตรง ๆ ในวันสัมภาษณ์งานเลยว่าสะดวกกินร่วมโต๊ะ หรือแยกกินมากกว่ากัน วิธีนี้ช่วยให้แม่บ้านรู้สึกว่าความเห็นของตัวเองมีความหมายตั้งแต่ ก่อนเริ่มงานวันแรกด้วยซ้ำ คำถามง่าย ๆ แบบนี้ใช้เวลาไม่ถึงนาที แต่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าบ้านนี้ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนทำงาน ไม่ใช่แค่มองว่าเป็นแรงงานที่จ้างมาทำตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว

ศูนย์จัดหาแม่บ้านหลายแห่งแนะนำให้เจ้าของบ้านเตรียมคำถามเกี่ยวกับเรื่องในบ้านไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่แค่ถามเรื่องประสบการณ์ทำงาน แต่รวมถึงเรื่องเล็ก ๆ อย่างการกินอยู่ด้วย เพราะรายละเอียดพวกนี้มักเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่บ้านลาออกเร็ว โดยที่เจ้าของบ้านไม่ทันรู้ตัวว่าเป็นสาเหตุ บทสัมภาษณ์ที่ดีจึงไม่ใช่แค่การถามว่าทำอาหารเป็นไหม แต่ควรรวมคำถามเรื่องความเป็นอยู่ประจำวันเข้าไปด้วย บางศูนย์ยังแนะนำให้เจ้าของบ้านลองอธิบายตารางชีวิตประจำวันของครอบครัวคร่าว ๆ ให้แม่บ้านฟังตั้งแต่วันแรก เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าบ้านนี้ตื่นกี่โมง กินข้าวช่วงไหน และมีกิจวัตรอะไรที่ต้องรู้ล่วงหน้าบ้าง

  • ถามความเห็นแม่บ้านตั้งแต่วันสัมภาษณ์งาน
  • บอกเหตุผลที่เลือกรูปแบบนั้น ไม่ใช่แค่สั่ง
  • เปิดโอกาสให้เปลี่ยนใจได้ ถ้าไม่สบายใจภายหลัง
  • ทบทวนความรู้สึกของแม่บ้านเป็นระยะ
  • เขียนข้อตกลงเรื่องมื้ออาหารไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

เจ้าของบ้านที่ยังไม่เคยคุยเรื่องนี้กับแม่บ้านคนปัจจุบัน ก็ยังไม่สายที่จะเริ่มคุยตอนนี้ เพราะยิ่งรอนานเท่าไร ทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งคุ้นเคยกับความเงียบ จนไม่กล้าเปิดปากพูดเรื่องนี้ แม้จะอึดอัดมานานแค่ไหนก็ตาม จะเริ่มด้วยประโยคสั้น ๆ อย่างช่วงนี้กินข้าวสะดวกไหม ก็เพียงพอที่จะเปิดบทสนทนาได้แล้ว อาจแค่ถือโอกาสตอนหยิบจานให้แม่บ้าน แล้วถามเบา ๆ ว่ากินอย่างนี้สบายใจอยู่ไหม บางครั้งคำตอบที่ได้อาจทำให้เจ้าของบ้านประหลาดใจ เพราะสิ่งที่แม่บ้านอึดอัดใจมานาน อาจไม่ใช่เรื่องมื้ออาหารเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นเรื่องอื่นที่รอจังหวะให้ใครสักคนถามมาตลอด

กินข้าวกับครอบครัว หรือ แยกกิน ไม่มีแบบไหนถูกกว่ากันเสมอไป สิ่งสำคัญคือถามความสบายใจของแม่บ้านด้วย ไม่ใช่คิดแทนฝ่ายเดียว และ ตกลงตั้งแต่วันแรก ให้ชัดเจน เพื่อ ลดความอึดอัดที่อาจสะสมในภายหลัง

สรุป เลือกแบบไหนก็ได้ ถ้าทั้งสองฝ่ายสบายใจ

ครอบครัวที่ปรับรูปแบบการกินให้เหมาะกับทั้งสองฝ่าย มักรักษาคนทำงานในบ้านไว้ได้นานกว่าครอบครัวที่ไม่เคยถามความเห็นเลย คนที่รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์มีเสียงในเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ ก็มักผูกพันกับบ้านมากขึ้นในระยะยาว และทำงานด้วยความเต็มใจมากกว่าเดิม ตัวเลขค่าจ้างอาจสำคัญตอนตัดสินใจรับงาน แต่ความรู้สึกสบายใจในชีวิตประจำวันต่างหากที่ทำให้คนหนึ่งอยากทำงานที่เดิมไปนาน ๆ หลายคนเคยเปลี่ยนงานทั้งที่ค่าจ้างเดิมไม่ได้แย่ เพียงเพราะรู้สึกอึดอัดกับรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะสมมานาน โดยไม่มีใครเคยถามสักคำว่ารู้สึกอย่างไร

ในทางกลับกัน บ้านที่หมั่นถามไถ่ความรู้สึกเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เสมอ มักไม่ต้องเจอปัญหาใหญ่ที่สะสมจนแก้ยาก เพราะจับสัญญาณความไม่สบายใจได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

สุดท้ายแล้ว เรื่องเล็ก ๆ อย่างมื้ออาหาร สะท้อนภาพรวมของความสัมพันธ์ในบ้านได้ดีกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเลือกกินร่วมโต๊ะ หรือแยกกิน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทั้งสองฝ่ายรู้สึกสบายใจกับข้อตกลงนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ฝืนทำตาม เพราะไม่กล้าปฏิเสธ ความสบายใจเล็ก ๆ แบบนี้แหละที่ทำให้บ้านหนึ่ง หลังรู้สึกอบอุ่นกว่าที่อื่น เรื่องแบบนี้ไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกบ้าน แต่หลักการง่าย ๆ คือถาม ก่อนตัดสิน และฟังคำตอบด้วยใจจริง

ติดต่อเรา|แม่บ้านสยาม

แม่บ้านสยาม ช่วยเจ้าของบ้าน วางแนวทางเรื่องมื้ออาหารของแม่บ้านรายเดือน ให้ลงตัวกับความต้องการของบ้าน และ ความสบายใจของแม่บ้าน บริการแม่บ้าน ของเราช่วยแนะแนวทางที่เหมาะกับทั้งสองฝ่าย

อ้างอิง

[1] ILO สรุปสิทธิแรงงานทำงานบ้านในประเทศไทย เกี่ยวข้องกับสภาพการทำงานของลูกจ้างทำงานบ้าน. https://www.ilo.org/resource/article/new-rights-domestic-workers-thailand

[2] WHO แนวทางอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เกี่ยวข้องกับการวางแผนมื้ออาหารในบ้าน. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/healthy-diet

แชร์บทความนี้ไปที่...

Facebook
X
WhatsApp
Email
Threads